Open Mind (บทบรรณาธิการ) ลงตีพิมพ์ใน PC Direct เล่มที่ 55 (พฤศจิกายน - ธันวาคม 2550) เนื่องในโอกาสครบรอบ 16 ปีของการก่อตั้งบริษัท โปรวิชั่น จำกัด
ผมเขียนบทความนี้ตอนที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติเพิ่งจะปิดฉากลงไปเมื่อปลายเดือนตุลาคม แต่กว่าคุณผู้อ่านจะได้รับหนังสือฉบับนี้ก็คงจะราวกลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัท โปรวิชั่น จำกัด ดำเนินกิจการมาครบ 16 ปีเต็ม จึงอยากจะขอถือโอกาสนี้ทบทวนความหลังที่ผ่านมาและท้าวความข้างหน้าที่จะก้าวไปสักเล็กน้อย
ตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา โปรวิชั่นยึดมั่นอยู่สองอย่างใหญ่ๆ คือ คุณภาพ และ นวัตกรรม เราไม่กล้าที่จะอวดอ้างว่าหนังสือของเรามีคุณภาพดีที่สุด เพราะนั่นเป็นสิทธิในการตัดสินของคุณผู้อ่าน แต่ก็สามารถยืนยันได้เต็มปากว่าเราใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะทำหนังสือทุกเล่มให้ดีเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือระดับเบื้องต้นถึงระดับกลางที่ต้องใช้รูปภาพประกอบ ซึ่งเราก็เป็นรายแรกที่กล้าทำหนังสือสีทั้งเล่ม (หรือที่เรียกกันในวงการพิมพ์ว่า 4 สี) ในราคาที่แทบจะไม่ต่างจากหนังสือขาวดำ แรกๆหลายสำนักพิมพ์ก็สงสัยว่าเราทำได้อย่างไร บ้างก็บ่นว่าทำราคาตลาดเสียหมด เลยเถิดไปถึงขนาดหาว่าเราฟอกเงินหรือแรงกว่านั้น แต่สุดท้ายหลายๆฝ่ายก็ทำตามเราได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินกำลัง เพียงแต่คุณต้องรู้จัก “พอเพียง” รู้วิธีที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องหวังกำไรมากเกินไปเท่านั้น
นอกจากนั้นยังมีหนังสืออีกหลายๆแนวที่เราเริ่มต้นบุกเบิก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือคู่มือในแนว Visual Guide ที่เน้นภาพและขั้นตอน ตั้งแต่ยุคของ Windows 3.1 ต่อเนื่องมาจนถึง 95, 98 และ Windows XP, หนังสือฮาร์ดแวร์แบบเจาะลึก อย่าง “ผ่า! คอมพิวเตอร์” ที่ได้รับการตอบสนองอย่างดีด้วยยอดจองก่อนวางแผงจำนวนมากเมื่อราวปี 2000 จนกลายมาเป็น “คู่มือช่างคอมฯ” ในปัจจุบัน (แต่ในอนาคตก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมี “ผ่า! คอมพิวเตอร์” เล่มใหม่ในรูปแบบใหม่ออกมาอีก), หนังสือ “คัมภีร์ Photoshop 7” ที่ทำให้ทุกคนที่ทำหนังสือ Photoshop ยุคต่อๆมาต้องเป็นสีทั้งเล่มไปตามๆกัน (แหม ก็หน้าจอมันสีทั้งนั้น จะให้มานั่งดูรูปเป็นขาวดำหรือสองสีแบบฟ้าผสมแดงก็ดูเพี้ยนๆชอบกลนะครับ), หนังสือ Hot Web รวมเว็บไซท์พร้อมหน้าจอสี่สี เล่มกระทัดรัดพกพาสะดวก ที่ติดอันดับขายดีของซีเอ็ดได้ทั้งปี จนมาถึงหนังสือที่แถม DVD ซึ่งเราก็เป็นรายแรกที่กล้าแถมกับเล่มหลักๆอย่าง “คู่มือ Windows Vista ฉบับสมบูรณ์” หรือ “คู่มือช่างคอม 2008” ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากการทุ่มเทและทำงาน “หนัก” (หนักจริงๆครับ ไม่เชื่อถามน้องในกอง บก. ที่นี่ได้เลย เร่งปิดเล่มทีไร เข็มที่ตาชั่งขยับขึ้นไปหลายขีด เพราะไม่ค่อยมีเวลาได้ exercise กัน) เพื่อที่จะสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดในขอบเขตความสามารถของเรามานำเสนอคุณผู้อ่าน
อย่างไรก็ตาม ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างยุคนี้ เราคงไม่สามารถเอาความสำเร็จเก่าๆมาภูมิใจแล้วก็นั่งอยู่เฉยๆได้ ในปีที่ 17 ที่กำลังเข้ามา และปีต่อๆไป พวกเราต้องพร้อมเสมอที่จะสรรหาแนวทางและรูปแบบใหม่ๆ มานำเสนอ (เพื่อเป็นต้นแบบให้รายอื่นๆ) อย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับความจริงว่าสำนักพิมพ์เล็กๆที่มีคนไม่มากนักอย่างโปรวิชั่น คงไม่สามารถออกหนังสือมากมายหลายปก ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับไอทีได้ทั่วถึง เพราะเราถือคติว่าถ้าไม่ดีพอสมควรก็ยังไม่กล้าพิมพ์ออกไป (บางเล่มแก้กันสี่ห้ารอบจนเสร็จแล้วยังไม่ผ่านมาตรฐานก็มี) แต่ก็เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ หนังสือเล่มหลักๆที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ในวงกว้างคงจะวางแผงเรียบร้อยหมด ส่วนจะมีเล่มไหนออกเมื่อไหร่บ้าง ก็ติดตามได้จากหน้าโฆษณาของ PC Direct และที่เว็บ www.provision.co.th นะครับ
ส่วนหัวข้อที่ขึ้นไว้ข้างต้นว่า “วาระแห่งชาติ” และ “การอ่านหนังสือให้แตก(ฉาน)” นั้น ก็เป็นเรื่องสดร้อนๆที่หลายๆฝ่าย รวมทั้งสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เจ้าภาพของงานมหกรรมหนังสือฯที่เพิ่งผ่านมาด้วย พยายามจะผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้คนไทยกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็และเยาวชน ซึ่งจะเป็นการสร้างคนไทยรุ่นใหม่ที่รักการอ่านขึ้น และอาจต่อไปถึงรักการเขียนและการถ่ายทอดความรู้ความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือด้วย เพราะคนที่ไม่ค่อยจะอ่านหนังสือย่อมไม่อาจเขียนหนังสือได้ดีนัก แต่ผมก็เห็นด้วยกับประเด็นที่คุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนสองรางวัลซีไรท์และอื่นๆอีกมากมาย เสริมไว้ (อ้างอิงจาก www.winbookclub.com) ว่าน่าจะเน้นที่การ “อ่านหนังสือให้แตก” มากกว่า เพราะในความเห็นของผม การอ่านโดยไม่แตกฉานหรือไม่เข้าใจถ่องแท้นั้น ก็เหมือนกับการทานอาหารโดยไม่รู้รสชาดนั่นเอง แต่พูดไปแล้วอีกทางหนึ่งก็ต้องหันกลับมาถามพวกเราที่ทำสำนักพิมพ์กันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือวิชาการหรือพวก non-fiction ทั้งหลาย รวมทั้งหนังสือคอมพิวเตอร์ด้วยนี่แหละครับว่า หนังสือที่เราทำกันออกไปนั้นมันอ่านแล้วแตกหรือเปล่า หรืออ่านจบแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องว่าคนเขียนจะพูดอะไรหรือสื่ออะไรให้คนอ่านรับรู้กันแน่ หรือเป็นประเภท “คนที่อ่านรู้เรื่องคือคนที่รู้เรื่องอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่รู้อ่านจบก็ยังไม่รู้อยู่ดี” ยังงั้นก็ป่วยการ อ่านไปก็เสียเวลาเปล่า
พูดแล้วก็ต้องขอตัวกลับไปตรวจต้นฉบับหนังสือที่ค้างอยู่อีกสักเที่ยวนะครับ จะได้แน่ใจว่าอ่านแล้วรู้เรื่อง พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ