เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานด้านไอทีที่ประเทศอินเดีย ร่วมกับคณะของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (องค์การมหาชน) หรือที่รู้จักกันในาม SIPA (Software Industrial Promotion Agency) และรายการชีพจรโลกของเครือเนชั่น การไปในครั้งนี้ผมไปในนามของบริษัท มิลเลนเนียม ซึ่งเป็นบริษัทในเครือโปรวิชั่นที่ทำธุรกิจด้านการผลิตซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร รวมถึงระบบ m-books ที่ใช้กับร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ ได้พบเห็นสภาพแวดล้อมและแง่คิดที่น่าสนใจหลายอย่าง จึงขอถือโอกาสนี้นำมาเล่าสู่กันฟังครับ และก็ต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณองค์กรทั้งสองแห่งคือทั้ง SIPA และเนชั่น รวมทั้งท่านกงศุลใหญ่ของไทยประจำกรุงเชนไน ที่ได้ช่วยกันจัดทริปนี้ขึ้นมา
เมืองที่เราไปคราวนี้คือ บังกาลอร์ (Bangalore) ซึ่งอยู่ในที่ราบสูงตอนกลางของอินเดียใต้ ในรัฐ Kanartaka และเชนไน (Chennai) หรือชื่อเดิมคือมัดทราส (Madras) ในรัฐ Tamil Nadur ที่อยู่ริมชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย ทั้งสองเมืองมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านไอทีที่กำลังบูมสุดขีด เริ่มจากบังกาลอร์ก่อน ตามด้วยเชนไน และที่กำลังเร่งเครื่องตามมาก็คือ ไฮเดอราบัด (Hyderabad) ที่อยู่เหนือบังกาลอร์ขึ้นไป (แต่เราไม่ได้ไปดูในคราวนี้) นอกจากนี้ยังเล่าขานกันว่ามีศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์หรือ software park กระจัดกระจายอยู่อีกหลายทั่วทุกภาคของประเทศ
สภาพบ้านเมืองทั่วไปของทั้งสองเมืองที่ไปเห็น ดูธรรมดา ติดจะธรรมดาจนไม่น่าตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำถ้าเทียบกับบ้านเรา ทั้งตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง แต่หลังจากไปฟังบรรยายและเยี่ยมชมกิจการอย่างคร่าวๆในหลายๆบริษัท ก็พอจะประมวลได้ว่า ที่เล่ากันว่าอินเดียกำลังบูมสุดขีดนั้นไม่ได้เกินความเป็นจริงสักเท่าไหร่ อาศัยที่่มีแรงงานระดับมีความรู้หรือ knowledge worker ซึ่งพูดและเขียนภาษาอังกฤษได้ดีค่อนข้างมาก (เฉพาะรัฐ Tamil Nadur ที่เดียวก็ผลิตวิศวกรทุกแขนงรวมกันปีละกว่า 90,000 คนแล้ว ในขณะที่ทั้งประเทศมีคนกว่า 1,300 ล้านคน) และมีวินัยพอที่จะทำงานอย่างเป็นระบบตามเอกสารสั่งงานเป็นขั้นตอน ทำให้สามารถรับงานแทบทุกประเภทจากประเทศตะวันตกได้ งานที่เรียกรวมๆว่า Business Process Outsourcing (BPO) ตั้งแต่เขียนซอฟต์แวร์ บริการข้อมูลหรือตอบปัญหาทางโทรศัพท์ ทางอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการอ่านผลฟิล์มเอ็กซ์เรย์โดยแพทย์ทางออนไลน์ และอื่นๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีสื่อสารและอินเทอร์เน็ตสั่งงานและส่งมอบผลงานกันได้ในราคาถูกกว่าฝรั่งทำเอง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เงินจะไหลเข้าอินเดียมากมาย เพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค จนทำให้เงินรูปีเริ่มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดหักเหของกระแส BPO เริ่มตั้งแต่ตอนแก้ปัญหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ปี 2000 หรือ Y2K เมื่อสิบปีก่อนที่ต้องทำให้ทันเวลา จนหลายๆบริษัทใหญ่จำต้องพึ่งพาแรงงานโปรแกรมเมอร์จากอินเดีย และเป็นกระแสต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ระบบสื่อสารของอินเดียจัดว่าดีพอสมควร และอินเทอร์เน็ตก็มีราคาถูก ADSL เริ่มที่เดือนละ 250 รูปีหรือประมาณสองร้อยกว่าบาท แต่เงินที่ไหลเข้าไปนั้นก็ยังไม่สามารถเนรมิตโครงข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ เช่นถนนหนทาง อาคาร ระบบขนส่งมวลชน ได้ในพริบตา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ทุกอย่างอยู่ระหว่างการก่อสร้างอย่างเร่งรีบจนรถติดไปทั่วเมือง ในขณะที่ประชาชนอีกจำนวนมากกว่าพันล้านคนยังอยู่นอกอุตสาหกรรมนี้และผลของการบูมยังเพิ่งจะเริ่มไปถึง และแน่นอนว่าเมื่อคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ BPO นับล้านหรืออาจเพิ่มขึ้นถึงสิบล้านคนภายในไม่กี่ปีข้างหน้า มีการศึกษามากขึ้น รายได้ดีขึ้น มีงานที่มั่นคงและไฮเทคขึ้น ก็ย่อมคาดหวังสภาพความเป็นอยู่ที่สะอาดเรียบร้อย สะดวกสบายขึ้น ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น ดังนั้นสภาพบ้านเมืองที่เห็นจึงเหมือนเด็กกำลังรีบโต อย่างที่ผู้มาเยือนเพียงช่วงสั้นๆอย่างเรานึกไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเร็วแค่ไหนหรือจะออกมาในทิศทางไหน
ขณะเดียวกันอินเดียก็ยังมัปัญหาข้างหน้าที่ต้องเผชิญ คือจะทำอย่างไรจะสามารถรักษากระแสการบูมนี้ไว้อย่างต่อเนื่องได้ เหมือนกับที่จีนรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสองหลัก (คือมากกว่า 10%) ไว้ได้ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมาด้วยการผลิตสินค้าราคาถูกออกตีตลาดโลก ทั้งนี้เพราะงาน BPO ที่เป็นกระแสหลักของอินเดียนั้นเริ่มจะมีคู่แข่งอีกหลายรายในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศทางยุโรปตะวันออกที่ได้รับความนิยมใช้บริการลักษณะเดียวกันจากกลุ่มยุโรปมากขึ้น เพราะใกล้กว่าและเป็นฝรั่งด้วยกันแต่ค่าแรงยังถูกกว่าทางยุโรปตะวันตกอยู่มาก หรืออเมริกาใต้ที่มีข้อได้เปรียบในการให้บริการลูกค้าที่พูดภาษาสเปน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในอเมริกา หรือแม้แต่ประเทศอื่นๆเช่นจีน ซึ่งอาจไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันแพร่หลายมาแต่เดิมเท่าอินเดียที่อังกฤษเคยปกครอง แต่ก็มีคนมากและค่าจ้างถูกเช่นกัน และยังฝึกภาษาได้ถ้าใช้เวลาบ้าง
ในอนาคตอันใกล้นี้ คาดว่าอินเดียคงจะยังสามารถใช้ข้อได้เปรียบต่างๆไปได้อีกระยะหนึ่ง และขณะเดียวกันหลายๆบริษัทใหญ่ของอินเดีย ที่ใหญ่ขนาดทำทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ (บางแห่งก็มีพนักงานหลายหมื่นจนถึงเป็นแสนคน) เช่น Tata Consultancy Services (TCS) ในเครือยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรม Tata Group หรือบริษัท Infosys ก็เริ่มจะไปซื้อหรือรวมกิจการกับบริษัทในอเมริกาและยุโรปไว้เป็นฐานในการหาลูกค้าเชิงรุกมากขึ้น เพื่อสร้างจุดแข็งหรือมูลค่าเพิ่มที่มากไปกว่าการขายแรงงานหรือทำงานตามสเป็คที่รับมาเท่านั้น
เล่าเรื่องเมืองอินเดียได้เพียงสั้นๆจากที่เห็นในช่วงสองสามวัน ซึ่งนับว่าน้อยมาก แต่ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจหลายๆคนในคณะที่ไปดูงานคราวนี้ ว่าไทยเราจะไปทางไหนดีในวงการไอทีของโลก จะขายแรงงานก็มีคนไม่มากอย่างเขา (หลายบริษัทที่มีความพร้อมตอนนี้อาจทำได้และก็ได้จริง แต่ในภาพรวมคงไม่ใช่กระแสหรือทิศทางหลักที่่ไทยเราน่าจะมุ่งไปในอนาคต) แถมการทำอย่างนั้นคงหมดยุคเสียก่อนที่ทรัพยากรมนุษย์ส่วนใหญ่ของเราจะเข้าไปเล่นทัน เพราะคู่แข่งเยอะเหลือเกิน แถมคนที่เล่นมาเป็นสิบปีอย่างอินเดียยังต้องเริ่มมองหามูลค่าเพิ่มอย่างอื่นเลย จะเน้นเกมหรืออนิเมชั่นอย่างเกาหลีก็ไม่รู้อีกนานแค่ไหนจะตามเขาทัน (ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีฝีมือ แต่ความพร้อมในการบุกตลาดโลกอย่างเป็นระบบนั้น ประเทศอื่นๆ เขามีภาครัฐช่วยค่อนข้างมากและต่อเนื่องในขณะที่เรายังเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ล้มต้มไข่ลุกกันไม่นานนี่เอง) จะเน้นนวัตกรรมที่แปลกใหม่ไฮเทคก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมองข้ามช็อตให้ออกว่าตลาดโลกจะไปทางไหน จะลองผิดลองถูกหลายๆทางเพื่อหาช่องทางที่แตกต่างออกไป ตลาดซอฟต์แวร์และบริการด้านไอทีภายในประเทศก็ไม่ใหญ่พอจะให้ทดลองได้หลากหลายอย่างของฝรั่งเขา (มีคนอยากใช้บริการมาก แต่มีคนอยากจะจ่ายน้อย)
ก็คงต้องทิ้งท้ายให้เป็นโจทย์สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีในบ้านเราช่วยกันคิดช่วยกันทำ อย่างไรก็ตาม ทริปอย่างนี้ก็ต้องถือว่าได้ผลคุ้มค่า เพราะเป็นการเปิดโลก เปิดหูเปิดตาให้เรารู้ว่าใครๆในโลกเขาทำอะไรกันบ้าง เป็นการดูอย่างชัดๆ ซึ่งดีกว่าการฟังเพียง “เขาเล่ากันว่า…” และเพื่อจะได้กลับมาคิดกันต่อว่า “เราจะไปทางไหนกันดี”