(อันนี้เป็นตอนจบที่ไม่มีที่จะลงใน PC Direct เพราะเดี๋ยวจะไปแย่งน้องๆในบริษัทเขียนเสียหมด เลยต้องเอามาลงที่นี่)
(รูปประกอบโปรดดูที่หัวข้อชื่อเดียวกันนี้หน้า Photos นะครับ)
วันที่สี่ของการเดินทาง อากาศยามเช้าค่อนข้างสดใส แดดดี เลยได้รูปสวยๆ จากบรรดาเรือที่จอดในทะเลสาป Wanaka และทัศนียภาพโดยรอบทะเลสาบมาฝากกันหลายรูปอยู่ กว่าจะอ้อยอิ่งชมเมืองได้ทั่วก็สายมากแล้ว เมื่อเรามุ่งหน้าออกจากเมือง Wanaka จุดหมายปลายทางวันนี้ค่อนข้างไกลคือ เมือง Te Anau บนเส้นทางสู่ Milford Sound หนึ่งในบรรดาฟยอร์ด (Fjord) ที่รู้จักกันดีที่สุดของนิวซีแลนด์ ความจริงแล้วระยะทางตรงบนแผ่นที่จาก Wanaka ไป Te Anau ไม่ไกลนัก แต่ต้องขับรถอ้อมเป็นระยะทางค่อนข้างไกลลงไปทางใต้ ผ่านเมือง Queenstown ดินแดนหลักที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์มหากาพย์ Lord of the Rings เลยลงใต้ไปอีก เลี้ยวไปทางตะวันตก แล้วค่อยย้อนขึ้นเหนือมาที่เตอาเนา (Te Anau) เมืองเล็กๆ ริมทะเลสาปชื่อเดียวกัน (อีกแล้ว) ระยะทางกว่า 270 กิโลเมตร
เส้นทางสู่ Queenstown ของเราค่อนข้างคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ภูเขาแถวนี้แห้งแล้งไม่มีต้นไม้ แถมยังสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดของเส้นทางที่ช่องเขา Crown Range Summit มีป้ายบอกความสูง 1076 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นถนนที่อยู่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ จากนั้นก็ค่อยๆ ลดระดับลงอย่างรวดเร็วมาก สู่เมือง Arrowtown ซึ่งเป็นเมืองที่ดัดแปลงให้ออกแนวโบราณ เต็มไปด้วยร้านค้าสำหรับดูดเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยว ด้วยเหตุที่อาจเป็นช่วงสงกรานต์จึงได้ยินแต่เสียงภาษาไทยวิพากษ์วิจารณ์สินค้าและราคาลอยมาเป็นระยะๆ (บ่อยมา) ลำธารหน้าเมือง Arrowtown นี่เองที่เป็นที่ถ่ายทำฉายฮอบบิทโฟรโดหนีข้ามลำธารโดยมีกองทัพปีศาจไล่ตามมาติดๆ
ตกบ่ายแล้วเมืองเราเข้าสู่เมือง Queenstown ซึ่งอยู่ริมทะเลสาปอีกเช่นกัน เราใช้เวลาเพียงช่วงสั่นๆ โฉบดูเมือง เพราะพรุ่งนี้เราก็จะมาพักที่นี่ แวะถ่ายรูปเรือกลไฟที่เราจะมาขึ้นพรุ่งนี้ (เพราะถ้าขึ้นไปแล้วก็ถ่ายรูปเรือไกลๆไม่ได้) จากนั้นก็รีบบึ่งลงใต้ เฉียด Deerpark Height ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำ Lord of the Rings เป็นส่วนใหญ่ เห็นในโฆษณายังมีทัวร์พาไปดูฉากต่างๆ ที่ยังพอหลงเหลือ (ได้ยินว่าเหลือแต่เมืองของฮอบบิทเท่านั้น ส่วนฉากอื่นๆ รื้อไปหมดแล้ว) ถนนพาเราลงใต้เลียบเทือกเขา Remarkable Range ที่ดูทะมึน (ที่คุณเห็นเป็น Mordor ในหนังนั่นแหละครับ) ระหว่างทางมีแต่ทุ่งนา พื้นที่เลี้ยงสัตว์และทำเกษตรกรรม เห็นเทือกเขาที่เราต้องอ้อมผ่าน ซึ่งคั่นระหว่างเมืองควีนส์ทาวน์กับเตอาเนาอยู่ไกลๆ เลี้ยวขวาออกตะวันตก แวะพักที่เมือง Mossburn ซึ่งมีป้ายบอกว่าเป็นศูนย์กลางของการเลี้ยงกวางในนิวซีแลนด์ เลี้ยวขวาอีกครั้งมุ่งขึ้นเหนือ เรามาถึงที่พักในเตอาเนาเอาเกือบค่ำ ไม่ทันเห็นวิวทะเลสาปมากนัก แถมฝนยังตกอีก นับเป็นการเริ่มต้นของพายุฝนที่เราจะเจอจนแทบไม่เห็นอะไรในวันถัดไป
เช้าวันที่ห้าเราออกแต่เช้า เพราะต้องรีบไปลงเรือที่ Milford Sound ให้ทันเวลา ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตรไม่เป็นปัญหามากนัก เพียงชั่วโมงเศษๆ เราก็มาถึงอุโมงค์ลอดภูเขายาวกิโลเมตรเศษๆ อันเป็นเสมือนจุดบอกว่าเริ่มเข้าสู่มิลฟอร์ดซาวด์แล้ว อุโมงค์นี้ตรงแต่ลดระดับลงเรื่อยๆ และมีเพียงเลนเดียวเหมือนกับสะพานที่เราผ่านมาเมื่อวันก่อนๆ แต่ไม่มีที่ให้รอหลีกกัน จึงใช้วิธีเปิดไฟเขียวไฟแดงสลับข้างกันทุกราวๆ 10-15 นาทีแทน ข้างใครไฟเขียวก็ผ่านไปได้ ใครไฟแดงก็ต้องหยุดรอ เมื่อผ่านอุโมงค์ออกมาเราก็อยู่ท่ามกลางหุบเขา ซึ่งมีภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจ ยอดเขาสองข้างทางมีหิมะละลายลงมาเป็นสาย เริ่มจากเล็กๆ ไม่กี่สาย จนค่อยๆ เยอะขึ้นกลายเป็นสายธารสีขาวนับร้อยไหลเป็นทางจากยอดเขาสูง ตลอดสองข้างทางที่ลัดเลาะไปตามหุบเขา จนกระทั่งถึงที่หมายของเราเช้านี้ คือท่าเรือที่จะออกไปชม Milford Sound (คำว่า Sound ในที่นี้หมายถึงร่องน้ำที่เว้าเข้ามาคล้ายๆจะเป็นอ่าว ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับ “ฟยอร์ด” หรือ Fjord นั่นเอง) จากท่าเรือที่มีเรือรูปร่างแปลกตาแตกต่างกันจอดเรียงรายอยู่ เราวิ่งฝ่าสายฝนที่โปรยปรายไปลงเรือลำใหญ่ อากาศค่อนข้างเย็นและฝนก็ตกจนมองวิวไม่ค่อยชัด พอเรือออกจากท่าเราก็เห็นสายน้ำตกใหญ่ขาวโพลน เป็นอันเดียวกับในรูปโฆษณา Milford Sound ทุกรูป อยู่หน้าท่าเรือนี้เอง ยังไม่ทันจะออกไปไหนเลย และนี่ก็เป็นน้ำตกใหญ่ที่สุดแล้ว อันอื่นๆ วิ่งเรือออกไปยิ่งเล็กลง มองย้อนกลับมาทางท่าเรือจะเห็นยอดเขา Mitre Peak สูงทะมึนทะลุเมฆฝนที่ลอยต่ำขึ้นไป
เรือวิ่งลัดเลาะไปตามร่องน้ำที่คดไปมา บางครั้งก็ลอดไปใต้สายน้ำที่ตกจากยอดเขาให้เปียกปอนเล่น บางครั้งไกด์ประจำเรือก็ชี้ชวนให้ดูหน้าผาสูงกว่า 700 เมตร ที่เคยมีคนมาโดดร่มท้าทายความสูง สายน้ำสีขาวเป็นทางมีให้เห็นตลอดสองฝั่งเช่นเดียวกับบนเส้นทางรถยนต์ที่ขับผ่านมาเช้านี้ ประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็ออกถึงทะเลใหญ่ คลื่นลมเริ่มแรงจนเรือโคลง ท้องไส้ปั่นป่วน พาลจะคืนอาหารญี่ปุ่นชุดรวม (เบนโตะ) ที่เสิร์ฟบนเรือออกมา เรือเลี้ยวกลับล้ำมุ่งหน้าย้อนทางเดิมสู่ท่าเรือ แต่เลียบฝั่งคนละด้านกับขามา เราแวะกลางทางที่สถานีวิจัยทางทะเล ซึ่งมีทางเดินให้ลงไปใต้น้ำเพื่อชมสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ความลึกต่างๆได้ ถึงได้รู้ว่าระบบนิเวศน์ของ Sound หรือ Fjord เหล่านี้มีความพิสดารซ่อนอยู่ คือส่วนบนผิวน้ำจะป็นน้ำจืดที่เกิดจากหิมะละลายปริมาณมาก แต่ส่วนล่างจะเป็นน้ำเค็ม ทำให้สัตว์และพืชพรรณที่อาศัยในบริเวณนี้มีความพิเศษกว่าในแหล่งน้ำจืด น้ำเค็ม หรือน้ำกร่อยทั่วไป หลายคนที่ซื้อทัวร์แบบค้างคืนจะแวะพักที่นี่ก็หอบข้าวของขึ้นจากเรือ ในขณะที่ส่วนใหญ่ รวมทั้งคณะของเราไม่ได้ลงไปเดินชมอะไร แต่แวะส่งคนแล้วก็ถอยเรือออกมามุ่งหน้ากลับสู่ท่าเรือ
จากท่าเรือเราขับรถกลับตามทางเดิม ลอดอุโมงค์ที่มีไฟเขียวไฟแดงให้ผลัดกันวิ่ง แวะถ่ายรูปที่ทะเลสาปเล็กๆชื่อเก๋ไก๋ว่า Mirror Lake ซึ่งมีสะพานไม้ให้เดินมุมสวยๆ แล้วก็ตะบึงกลับเมือง Queentown กันเลย ระหว่างทางเราแวะชมทะเลสาบ Te Anau หน้าเมืองที่มาพักเมื่อคืนแต่ไม่มีเวลาดูเพราะถึงตอนมืด ทะเลสาปที่นี่แต่ละแห่งลึกพอๆกันคือกว่า 400 เมตร! (อ่าวไทยลึกที่สุดแต่ 80 เมตรนะครับ) มีทั้งลานจอดเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินทะเลคอยบริการนักท่องเที่ยว กว่าจะมาถึงควีนส์ทาวน์เข้าที่พักก็มืดตามเคย อากาศเย็นจนหนาวเพราะลมแรง ทั้งๆที่อุณหภูมิก็ประมาณ 10 องศาเท่าๆกับวันอื่น เย็นนี้กินที่ร้านอาหารไทย (ตามเคย)
เช้าวันที่หก อากาศแจ่มใส แดดจัด เราเดินกันจากที่พักลัดเลาะลงมาตามเนินจนถึงท่าเรือ เรือกลไฟลำสุดท้ายในซีกโลกใต้ (ป้ายเขาบอกว่างั้น) ชื่อ T.S.S. EARNSLAW จอดรอเราอยู่ เรือใช้เวลาวิ่งไม่นานนักราวครึ่งชั่วโมง ไปตามแนวยาวของทะเลสาป Wakatipu ก็มาถึงจุดหมายที่ Walter Peak ซึ่งเป็นฟาร์มที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมการเลี้ยงแกะ ต้อนแกะด้วยสุนัข การตัดขนแกะ มีอาหารให้ทาน และที่แน่ๆ คือขายของที่ระลึกด้วย บ้านสไตล์โคโลเนียลและสวนดอกไม้ดึงดูดความสนใจให้บรรดานางแบบทั้งหลายพากันกรี๊ดไปถ่ายรูปกับดอกไม้ (ดูเหมือนว่าผู้โดยสารในคณะที่มากับเรือนี้กว่าครึ่งจะเป็นคนไทย!) ตกบ่ายเรือวิ่งกลับมาส่งที่ท่าเรือตามเดิม เราเดินลัดเลาะขึ้นไปตามเนินเขาจนถึงสถานีรถกระเช้าที่จะขึ้นไปยังยอดเขาหรือ Skyline Gondola (รถกระเช้าที่นี่เขาเรียกกอนโดลา ยังกับเรือที่วิ่งตามคลองในเมืองเวนิสแน่ะ) บนยอดเขาเป็นลานชมวิว มองลงมาเห็นเมืองควีนส์ทาวน์ทั้งเมือง, ทะเลสาป Wakatipu, เนินเขา Dear Park Height ที่ใช้ถ่ายหนัง และเทือกเขา Remarkable เป็นฉากหลัง จากจุดชมวิวเห็นมีคนนั่งกระเช้าเล็กคล้ายๆ กับที่ขึ้นไปเล่นสกี ขึ้นต่อไปอีก แต่ไม่ใช่สกีนะครับ ดูในรูปจะเห็นรถเล็กที่ห้อยใต้ที่นั่ง เรียกว่า “Luge” นั่งขึ้นไปแล้วก็ขับเจ้ารถเล็กที่ว่านี้แหละไหลลงมาตามทางที่ทำไว้ซึ่งคดเคี้ยวไปมา รถก็มีแต่เบรคกับพวงมาลัยเท่านั้น (มันส์เขาละ) จัดเป็นเครื่องเล่นที่สร้างสรรค์ดีไม่หยอก นอกจาก Luge แล้วยังมีบันจี้จัมพ์แบบประยุกต์ที่โดดแล้วแกว่งได้อีก ก็เมืองควีนส์ทาวน์นี่เองที่เป็นแหล่งกำเนิดบันจี้จัมพ์นี่น่า แถมยังเรียกกันว่าเป็นนครหลวงแห่งกิจกรรม outdoor ทั้งหลาย ไม่มีให้เห็นจนเบื่อก็แปลกละ แม้แต่ข้างสถานีรถกระเช้าที่เชิงเขายังมีบันจี้แบบกระโดด (Bungy Trampoline) ให้เด็กเล่นเลย
เราหาอะไรใส่ปากใส่ท้องกันอย่างรีบเร่งจากร้านที่จุดชมวิวยอดเขา แล้วบึ่งรถออกจากเมือง เพราะจุดหมายปลายทางคืนนี้ยังอีกไกลถึง 262 กิโลเมตร นั่นคือ Mount Cook ยอดเขาสูงที่สุดของนิวซีแลนด์ (ที่เคยมองเห็นแต่เชิงเขาจากทะเลสาปแมทธีสันในวันแรกๆ) แต่ที่พักของเราอยู่แค่หมู่บ้านเชิงเขาหรือ Mt. Cook Village เท่านั้น เพราะยอดเขาลูกนี้ไม่ใช่จะขึ้นกันได้ง่ายๆ ถึงขนาด Sir Edmund Hillary ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์คนแรกมาใช้ที่นี่ซ้อมปีนก่อนจะไปปีนเขาเอเวอร์เรสต์จริง ความโหดจึงเป็นที่รับประกันได้ ตะวันจวนลับฟ้าแล้วเมื่อเราเข้าใกล้เมืองที่พัก ทะเลสาบ Pukaki ที่อยู่ข้างทางน้ำเป็นสีฟ้าจัดจนน่าแปลกใจ ราวกับละลายผลึกจุนสี น่าจะมีแร่ธาตุแปลกกว่าที่อื่นถูกชะลงมากับหิมะที่ละลายอันเป็นแหล่งต้นน้ำของทะเลสาปด้วย มื้อค่ำคืนนี้เป็นบุฟเฟ่ต์สุดหรูที่โรงแรม Hermitage (บรรยากาศเหมาะกับการอยู่อย่างสันโดษสมชื่อจริงๆ) แต่ที่พักจะแปลกนิดหน่อยคือเป็นส่วน Motel ของโรงแรมเดียวกัน ต้องมาเช็คอินที่โรงแรมเพื่อรับกุญแจแล้วค่อยขับรถออกไปอีกประมาณ 2 กิโลจึงจะเข้าที่พักได้
รุ่งเช้าวันที่เจ็ดเป็นวันที่เราจะขับรถกลับไครส์เชิร์ช เป็นอันครบรอบ (เล็ก) ของเกาะใต้ โดยไม่ผ่านไปทางเมืองใหญ่อีก 2 เมืองทางตอนใต้คือ Dunedin และ Invercargill โดยใช้เส้นทางเลียบทะเลสาป Tekapo ย้อนลงมาจนถึงเมือง Twizel แวะพักทักทายอากาศหนาว (8 องศา!) และความเงียบสงบ (เช้าจนไม่มีใครเปิดร้านอะไรกันเลย) เมืองนี้แปลกตรงที่ไม่เห็นร้านอาหารจีน แต่มีร้านอาหารไทย ซึ่งดูจะเป็นอาหารเอเชียยอดนิยมที่นี่ เพราะมีทุกเมือง มากกว่าร้านจีนหรือญี่ปุ่นเสียอีก ออกจาก Twizel เลี้ยวไปทางตะวันออก เลียบคลองที่เชื่อมระหว่างทะเลสาปนี้กับอีกทะเลสาปหนึ่งคือ Tekapo ระหว่างทางมีที่เลี้ยงปลาแซลมอนในกระชัง แวะพักให้อาหารปลา (เสียตังค์ซื้อ) ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับขึ้นรถเพราะลมแรงจัดจนหนาวเข้ากระดูก ทั้งๆ ที่อุณหภูมิแค่ประมาณ 13 องศา และแดดก็จัด น้ำในคลองสีฟ้าสดเหมือนๆกับในทะเลสาปที่ผ่านมา เราแวะพักชมวิวกันที่โบสถ์ Good Shepherd ในเมืองเล็กๆชื่อ McKenzie ซึ่งมีอนุสาวรีย์สุนัขเลี้ยงแกะ เป็นที่ระลึกถึงสัตว์ที่ช่วยให้การบุกเบิกพื้นที่เลี้ยงแกะแถวนี้เกิดขึ้นได้
ช่วงบ่ายเราขับรถกันยาวเกือบถึงไครส์เชิร์ช แต่ยังพอมีเวลาก่อนมืด จึงเลี้ยวออกทางตะวันตกก่อนถึงไครส์เชิร์ชเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังอะคารัว (Akaroa) ซึ่งเป็นเมืองสุดปลายคาบสมุทรที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟทางตะวันออกเฉียงใต้ของไครส์เชิร์ชราว 100 กม. เส้นทางคดเคี้ยวอ้อมภูเขาไฟที่ดับแล้ว ตัดข้ามสันเขาและเวิ้งอ่าวสลับซับซ้อน จนมาสุดที่เมืองชุมชนของชาวฝรั่งเศสที่ยังปรากฏร่องรอยทั่วไปในบ้านเรือนและอาคารต่างๆ ที่ดูมีดีไซน์แปลกตา น่าเสียดายที่ลมแรงและอากาศเย็นจัดจนเราไม่อาจลงไปเดินชมวิวนาน ได้แต่วนรถดูทั่วๆ และแวะไปถ่ายรูปกับประภาคารประจำเมืองแล้วก็ต้องรีบกลับเมื่อลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กำลังจะหมดไป คืนนี้จนถึงวันกลับเรามาพักที่ Bella Vista ในเมืองไครส์เชิร์ชที่เดิมที่เคยพักวันแรกนั่นเอง
รุ่งขึ้นวันที่แปดตามโปรแกรมเดิมจะไปดูปลาวาฬกันที่เมืองไคคูร่า ทางเหนือขึ้นไปราว 190 กม. แต่โทรเช็คแล้วปรากฏว่าเรืองดออกจากฝั่งเพราะอากาศไม่ดี คลื่นลมแรง จึงเป็นวันสบายๆ ที่เราเดินเล่นกันทั่วเมืองไครส์เชิร์ช เริ่มจากสวนสาธารณะ Queen Victoria กลางย่านเมืองใหม่ มีอนุสาวรีย์ของกัปตันคุก ผู้ค้นพบเกาะนิวซีแลนด์ ลัดเลาะไปตามลำน้ำเอวอน (Avon) ผ่านย่านเมืองเก่าที่มีโบสถ์กับอาคารโบราณกับตึกใหม่อยู่ปะปนกัน เมืองนี้ยังมีรถรางวิ่งให้เห็นเป็นระยะ ทะลุเข้าสวนใหญ่ประจำเมืองที่กินพื้นที่เกือบครึ่งของย่านกลางเมือง คือ Hagley Park และ Botanic Garden (สวนพฤษศาสตร์) ที่น่าสนใจคือน้ำพุแบบจีนที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงทางเข้า กับบ้านรูปทรงจานบินในตอนกลางสวน ซึ่งเป็นผลงานของสถาปนิกมีชื่อมาตั้งแสดง อากาศเย็นสบาย แดดดี ใบเมเปิลก็เปลี่ยนสีแดงสดจัดจ้า มีคนพายเรือจ้างล่องไปมาตามลำน้ำ พ่อลูกพายเรือแคนูไล่ตามกัน คนถีบสามล้อ (ฝรั่ง) รอรับนักท่องเที่ยว เป็นวันที่สดใสของชาวเมืองอีกวันหนึ่ง เราเดินเลียบแม่น้ำต่อมาจนถึง Bridge of Remembrance สะพานวิ่งสร้างเป็นอนุสรณ์แก่ผู้เสียชีวิตในสงครามต่างๆ เลยมาอีกหน่อยก่อนจะเข้าย่านกลางเมืองเป็นอนุสาวรีย์ของ Robert Scott นักสำรวจชาวอังกฤษที่เสียชีวิตระหว่างขากลับจากการเดินทางไปถึงขั้วโลกใต้ในปี ค.ศ. 1912 (ไปถึงเป็นคนที่สองหลังอมุนด์เสน ชาวนอร์เวยไม่นาน)
จากริมแม่น้ำเอวอน เราเดินตัดตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองซึ่งได้รับการจัดวางผังเมืองเป็นอย่างดีโดยมีโบสถ์เป็นศูนย์กลาง ลานใหญ่หน้าโบสถ์เป็นที่ชุมนุมของผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งการละเล่นเรียกความสนใจ รถเข็นและแผงลอยขายสินค้า และก็อดไม่ได้ที่จะเสียสตางค์ขึ้นไปชมบนหอคอย ทางเดินทั้งแคบและชันเป็นบันไดเวียนจนน่าอึดอัดหลายร้อยขั้น ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด และพบว่ามีคนอีกไม่น้อยก็อยากรู้อยากเห็นไม่แพ้พวกเรา ดั้นด้นขึ้นมาแออัดกันนับสิบคนบนหอคอยเช่นกัน
ตกบ่ายเป็นเวลาของการช้อป ช้อป แล้วก็ช้อป หาของติดไม้ติดมือไปฝากใครต่อใคร นักเรียนไทยกลุ่มใหญ่หลายๆกลุ่มที่มาเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้นและกำลังจะกลับบ้านดูเหมือนจะมีภารกิจอันยากลำบากในการหาของไปฝากใครต่อใครให้ครบเช่นเดียวกับเรา ทำให้ร้านค้าในละแวกถนน Colombo ใกล้เคียงกับจตุรัสกลางเมืองรอบโบสถ์นั้นดูคึกคักแน่นขนัดไปหลายร้านทีเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่เก้า ดูเหมือนโอกาสจะไม่เป็นใจให้เราได้ดูปลาวาฬ เพราะวันนี้เรือออกทะเลได้แต่ไม่มีที่ว่าง เราก็เลยต้องใช้เวลาขับรถวนๆ ดูเมืองใกล้ๆ ไครส์เชิร์ชแทน เช่น Methven และ Oxford ได้ถ่ายรูปเมืองที่เงียบสงัด (เพราะเป็นวันอาทิตย์) ร้างผู้คนไม่รู้ไปไหนกันหมด และก็ไปจบที่เมือง Lyttelton เมืองท่าใหญ่ทางใต้ของไคร์สเชิร์ช ซึ่งต้องลอดอุโมงค์ยาวเกือบสองกิโลเมตรไปโผล่กลางเมืองที่อยู่ริมอ่าว ว่ากันว่าแต่ก่อนเมืองนี้ก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อยนัก ตามสไตล์ของท่าเรือทั่วๆไป และเติบโตอย่างไม่มีแบบแผน ตรงข้ามกับไคร์สเชิร์ชที่ถูกวางผังเมืองล่วงหน้ามาจากอังกฤษเลย เราแวะขึ้นรถกระเช้าที่อยู่ระหว่างทาง จากจุดชมวิวบนยอดเขามองกลับมาจะเห็นเมืองไคร์สเชิร์ชทั้งหมดด้านหนึ่ง และ Lyttelton อยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขา นี่เองที่ทำให้ต้องมีการขุดอุโมงค์เชื่อมระหว่างสองเมืองนี้ในเวลาต่อมา
และนั่นก็เป็นเมืองสุดท้ายที่เราแวะในทริปนี้ก่อนที่จะกลับมาแพ็คข้าวของเพื่อเตรียมบินกลับเมืองไทยในเช้าวันรุ่งขึ้น วันที่สิบ เครื่องบินของสิงคโปร์แอร์ไลน์นำเราอำลาจากไคร์สเชิร์ชท่ามกลางแสงแดดสดใส อากาศเย็นสบาย ผิดกับฟ้าครึ้มฝนในวันแรกที่มา แต่ความรู้สึกลึกๆ บอกเราว่านี่คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะมาเยือนที่นี่ 