(เหมือนที่ลงใน PC Direct ฉบับที่ 53)
(รูปประกอบโปรดดูที่หัวข้อชื่อเดียวกันนี้หน้า Photos นะครับ)
นิวซีแลนด์ ซึ่งชื่อเดิมของประเทศนี้คือ “Autoroa” (โอ-โต-รัว) ซึ่งแปลว่า “ดินแดนแห่งเมฆสีขาว” เป็นแดนในฝันที่ใครๆ หลายคนอยากไปเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะใต้ หรือ South Island ที่มีภูมิประเทศแปลกตา และเป็นโลเคชั่นหลักในการถ่ายทำภาพยนตร์มหากาพย์อย่าง Lord of the Rings มาแล้ว
วันแรก เครื่องบินโบอิ้ง 777 ของสิงคโปร์แอร์ไลน์ ลดระดับลงอย่างช้าๆ ฝ่ากลุ่มเมฆสีเทา (ไม่ยักกะขาวเหมือนที่คาดไว้) สู่สนามบินไครส์เชิร์ช (Christchurch) เมืองใหญ่สุดของเกาะใต้ หลังจากบินข้ามทะเล และข้ามทวีปออสเตรเลียทั้งทวีปมากว่า 10 ชั่วโมงจากสิงคโปร์ ฝนพรำลงมาต้อนรับเราอย่างชุ่มฉ่ำ จนชักจะเสียความมั่นใจว่า เอ...ทริปนี้จะได้เห็นฟ้าสวยทะเลใสอย่างที่ใครๆ เขาเล่าขานกันหรือเปล่า แต่ไหนๆ ก็มาแล้วถึงฟ้าฝนไม่เป็นใจเราก็ยังมีเวลาที่นี่อีกตั้งหลายวัน จะไม่มีสักวันที่เป็นวันของเราบ้างเชียวหรือ อย่าไปมัวโทษอะไรที่เราควบคุมไม่ได้อยู่เลย ว่าแล้วก็ขับรถเช่าที่จองไว้ กางแผนที่และค่อยๆ แกะรอยเส้นทางสู่ที่พักชานเมืองไครส์เชิร์ช
ที่เมืองนี้คนไทยขับรถไม่ยากเพราะขับชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา แถมการจราจรยังเบาบาง เพราะนิวซีแลนด์มีพื้นที่ทั่วประเทศรวมกันประมาณ 2 ใน 3 ของเมืองไทย แต่มีคนไม่ถึงครึ่งของกรุงเทพฯ คือราวๆ 4 ล้านคนเท่านั้น รถราก็น้อยตามไปด้วย แต่ที่คาดไม่ถึงคือถนนหนทางและสะพานก็เลยพลอยลดสัดส่วนลงตามความจำเป็น เล่นเอาคนที่มาเยือนแบบไม่ได้เตรียมตัวอย่างผมถึงกับงง เพราะกว่าจะเคลียร์งานที่รัดตัวได้ ไม่ทันจะจับหนังสือนำเที่ยวประเทศนี้ที่ซื้อมากองไว้ดูเล่นหลายเดือนแล้วเกือบสิบเล่ม ก็ถึงเวลาจัดกระเป๋าไปขึ้นเครื่องบินเสียแล้ว
เราได้ที่พักที่ Bella Vista Hotel (ชื่อนี้ไม่เกี่ยวกับ Windows เวอร์ชั่นใหม่แต่ประการใดทั้งสิ้นนะครับ) เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คืนในประเทศนี้ที่จองไว้ในเครือดียวกัน ซึ่งรูปแบบและบริการก็ใกล้เคียงกันหมดในทุกๆ เมือง ห้องพักขนาดกะทัดรัดพร้อมตู้เย็น ไมโครเวฟ และถ้วยชาม ซึ่งแทบจะไม่ได้ใช้ อากาศค่อนข้างเย็นถึง 10 องศาต้นๆ แต่ปรอยฝนก็ทำให้ทุกอย่างดูซึมเศร้าและเหงาจับใจขึ้นไปอีก เราตัดสินใจขับรถช่วงสั้นๆ วนไปวนมาในย่านกลางเมือง เพื่อทำความคุ้นเคย เพราะต้องกลับมาพักที่นี่อีกหลายวัน จะได้ชินกับเส้นทางวันเวย์ ลัดเลาะดูแม่น้ำเอวอน (Avon) อันเป็นแม่น้ำสายหลักของเมืองนี้ แต่มีขนาดเล็กกว่าคลองแสนแสบ ไปจนกระทั่งถึง New Brighton ชุมชนชายทะเลทางตะวันออกของไครส์เชิร์ช ตึกรูปร่างสวยแปลกตาตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล มีทั้งห้องอาหารแบบ restaurant ที่นั่งทานกันเป็นกิจจะลักษณะ หรือ cafe ที่ให้บริการเครื่องดื่มและอาหารเบาๆ แต่พื้นที่หลักๆ ของอาคารดังกล่าวกลับไม่ใช่ศูนย์การค้า หรือสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด มันคือห้องสมุดประชาชนที่เต็มไปด้วยหนังสือ และยังมีโซฟานุ่มท่าทางนั่งสบาย (เสียดายที่ไม่มีใครยอมลุกให้เราทดลองนั่ง) ให้คนนั่งเอกเขนกอ่านหนังสือหน้าผนังกระจกสูงที่หันหน้ารับวิวทะเลเต็มๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ห้องสมุดมีคนเต็ม ในขณะที่ย่านการค้าบริเวณใกล้เคียงกลับมีผู้คนบางตา ร้านรวงก็เปิดน้อยจนแทบจะหาอะไรใส่ปากใส่ท้องไม่ได้ นอกจากแซนด์วิชสไตล์ฝรั่งจ๋า คนที่นี่ไม่นิยมกินหมู ส่วนผสมหลักจึงเป็นเนื้อวัว ไก่ และเนื้อแกะ (lamb) เสียมากกว่า ที่น่าแปลกใจคือมีร้านอาหารไทยด้วย แต่ก็ปิดร้านตามธรรมเนียมของวันเสาร์บ่าย
เส้นทางชมวิว (Scenic route) ตามคำแนะนำในแผนที่ พาเราวนผ่านย่านพักอาศัยชานเมือง ทะเลสาบเล็กๆ รูปเกือกม้า เลียบชายทะเล วนขึ้นไปบนเขาไม่สูงนัก แต่ก็มองลงมาเห็นเวิ้งอ่าวสลับซับซ้อน แต่ก็เป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้นเมื่อเทียบกับภูเขา ทะเลสาบ และโตรกผา รวมถึง “ฟยอร์ด” (Fjord) อันเลื่องชื่อที่เราจะได้เห็นในวันถัดๆ ไป
เช้าวันที่สองในเกาะใต้ วันนี้เราจะข้ามจากไครส์เชิร์ช ซึ่งอยู่บนที่ราบแคนเตอเบอรี่อันกว้างใหญ่ริมชายฝั่งตะวันออก ผ่านช่องเขาอาเธอร์ (Arthur’s Pass) ในเทือกเขาแอลป์ใต้ (Southern Alps) ไปยังฝั่งทะเลตะวันตก จุดหมายปลายทางคือเมือง Franz Josef Glacier ชุมชนเล็กๆ ใกล้จุดชมวิวปลายธารน้ำแข็งชื่อเดียวกัน เส้นทางออกจากเมืองค่อนข้างราบเรียบ และตรงดิ่งไปทางตะวันตก เราแวะถ่ายรูปกับขบวนรถไฟ Scenic Express ที่วิ่งขนานกับถนนและแวะพักที่สถานีตอนเราผ่านพอดี วันนี้ฟ้าใสเป็นสีฟ้าจัด และแดดจ้าจนสะใจ ปุยเมฆขาวเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆ ตามแต่จินตนาการของผู้ชม เมืองบางแห่งในระหว่างทาง เช่น Darfield ก็อ้างตัวว่าเป็นดินแดนแห่งเมฆรูปคันศร เราแวะชมอุทยานหินรูปร่างแปลกตาระหว่างทาง ใช้เวลาเดินลึกจากถนนเข้าไปและกลับร่วมชั่วโมง หินดูแปลกและซับซ้อนแต่ก็ไม่ถึงกับน่าประทับใจมากนักเมื่อเทียบกับการเดินไปและกลับร่วมสองกิโล ตกบ่ายเส้นทางค่อยๆ คดเคี้ยวเลาะภูเขา สองข้างทางเป็นลำธารที่เกิดจากหิมะละลาย มีขนาดกว้างและเต็มไปด้วยกรวดขาว แต่ฤดูนี้น้ำน้อยจนเกือบแห้งขอด ที่ไม่เคยคิดมาก่อนคือเมื่อเส้นทางของเราตัดข้ามลำธารเหล่านั้นก็ต้องใช้สะพานซึ่งมีเลนเดียว! นั่นหมายถึงต้องรอหลีกกันโดยดูป้ายเอาว่าใครเป็นทางหลักก็ไปได้เลย ใครเป็นทางรองก็ต้องหยุดรอ ทั้งสภาพถนน สะพาน ภูเขา ทำให้แผนการขับรถที่วางไว้คลาดเคลื่อนไปพอสมควร จากเดิมที่คิดว่าการจำกัดความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเป็นข้อจำกัดหลัก ก็กลายเป็นว่าถูกจำกัดด้วยสภาพเส้นทางที่ขับเร็วไม่ได้ หรือขับได้ก็ไม่ทันได้ดูวิวอะไร
กว่าจะถึงจุดสูงสุดของเส้นทางที่ช่องเขา Arthur’s Pass ก็ตกบ่าย ช่วงเลยมาอีกหน่อยเราแวะที่จุดชมวิว เห็นสะพานข้ามหุบเขาขนาดใหญ่ ยาว (และเป็นสองเลน) นับเป็นสะพานใหญ่ที่สุดบนเส้นทางนี้ (ที่แปลกกว่านั้นก็คือรถหลายคันที่จอดดูวิวพร้อมกันนั้นเป็นคนไทยล้วนๆ) ถัดไปเป็นเส้นทางลอดภูเขาที่มีหินถล่ม และน้ำเซาะบ่อยมากจนต้องทำหลังคาคลุมกันหิน และทำรางให้น้ำไหลข้ามถนนไป
เมื่อข้ามเทือกเขาแอลป์ใต้มาแล้วเส้นทางก็ค่อยลดระดับลง กลายเป็นถนนเลียบชายฝั่ง แดดยามบ่ายแก่ๆ ส่องสวนทางมาจนแทบขับรถไม่ได้เป็นบางช่วง ชนิดที่แว่นกันแดดค่อนข้างดำแล้วยังเอาไม่อยู่ ชายฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ของนิวซีแลนด์มีเกาะแก่งน้อยมาก คลื่นลมจึงพัดเข้าสู่ฝั่งเต็มที่ ต้นไม้สูงใหญ่ที่ชายฝั่งเอนลู่ตามลมอย่างถาวร เรามาถึงเมือง Hokitika ซึ่งมีชื่อเรื่องการทำหยก แต่เย็นวันอาทิตย์โรงงานและร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว จึงได้แต่ถ่ายรูปทะเล และหอนาฬิการูปร่างเก๋ไก๋กลางเมือง (เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจกว่านั้น) และรีบไปต่อเพื่อเข้าที่พักให้ทันก่อนจะมืด เมือง Franz Josef Glacier township เหมาะจะเรียกว่าเป็นหมู่บ้านมากกว่าเมือง เพราะดูเหมือนจะเกิดขึ้นเพื่อรองรับผู้คนที่แวะมาดูธารน้ำแข็งเท่านั้น ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต กระจุกตัวกันบนถนนสายหลักในขณะที่ที่พักขนาดกลาง และเล็กอยู่บนถนนสายรองที่ขนานกันเสียเป็นส่วนมาก เราปิดท้ายวันนั้นด้วยมื้อค่ำสไตล์ฝรั่ง สเต็กเนื้อกวาง (Venison) กับไวน์แดงดูจะไปกันได้ดี เนื้อนุ่มสีเข็มกับซอสที่ใช้เครื่องเทศหลายอย่าง ให้รสที่ต่างไปจากเนื้อแกะ ส่วนใครที่ไม่กินเนื้อก็มีไก่และปลาให้เลือก
วันที่สามของการเดินทาง เราออกตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสูงนัก ขับรถเพียง 10 นาทีก็ถึงลานจอดรถ บริเวณจุดชมวิวของ Franz Josef Glacier ระหว่างเส้นทางนี้มีป้ายบอกเป็นระยะๆ ว่าเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนธารน้ำแข็งเคยยืดยาวมาถึงตรงนี้ (ก็รู้แล้วว่าโลกมันร้อน) แล้วเลือกเดินไปทาง Peter’s Pond เพื่อเก็บภาพสะท้อนของธารน้ำแข็งในบ่อน้ำเล็กๆ ที่น้ำเรียบดังแผ่นกระจก ก่อนที่ทั้งลมและสัตว์เล็กๆ จะก่อระลอกคลื่นให้ภาพเงานั้นพร่าเลือน แต่เสียงคุยกุ๊กกิ๊กของเพื่อนร่วมทางกับคนคู่ใจ ดูจะทำให้โลกในยามเช้าดูสดใสขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันความเหงาลึกๆ ของเราก็กลับแทรกผ่านขึ้นมาจางๆ (ทำไงได้ ก็เป็นคนขี้อิจฉานี่นา)
หลังจากถ่ายไปหลายสิบรูป เราก็เดินย้อนกลับมาที่จอดรถและเดินต่อไปยังจุดชมวิวอีกแห่งที่เรียกว่า Sentinel Rock หรือหินอารักษ์ เป็นโขดหินใหญ่อยู่ในลำธารตรงข้ามปลายของธารน้ำแข็ง ที่จะมองเห็นทั่วบริเวณ และมีทางลงเดินไปดูธารน้ำแข็งโดยใกล้ชิดได้ แต่ใครที่จะลงไปจะต้องมีคนนำทางเป็นหมู่คณะพร้อมอุปกรณ์เป็นขวานเจาะน้ำแข็ง เพราะลำธารที่เกิดจากการละลายนั้นมีการเปลี่ยนเส้นทางเรื่อยๆ เดินดุ่มไปแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่อาจพลัดตกลงน้ำ หรือโดนน้ำแข็งที่ละลายหล่นมาทับแบนได้ คราวนี้เองที่เราได้เห็น “ธารน้ำแข็ง” หรือ “กลาเซียร์ ” (Glacier) กันเต็มๆ ผลงานนับล้านปีของธรรมชาติที่หิมะซึ่งตกทับถมกันในหุบเขาเกิดอัดตัวกันแน่น แทนที่จะละลายไหลลงมาหมด ก็กลับเกิดเป็นธารน้ำแข็งเป็นทางยาวนับสิบกิโลเมตรที่ไม่ยอมละลาย (ถ้าใครอยากดูธารน้ำแข็งทั้งเส้นก็ต้องขึ้นเครื่องบินเล็ก เสียเงินเพิ่มอีกราว 7-8 พันบาท) น้ำแข็งทั้งสายอัดกันแน่นราวกับอยู่ในช่องฟรีซของตู้เย็น ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆจนเรามองไม่เห็น ความคมของมันกัดเซาะภูเขาสองฝั่งจนร่วนกลายเป็นกรวดขนาดย่อมๆ กระจัดกระจายตามลำน้ำที่เกิดจากการละลาย เห็นได้ชัดจากปลายซึ่งเรามายืนดูอยู่ และการละลายที่ว่าก็เกิดเฉพาะส่วนล่างสุดเสียด้วย กลายเป็นถ้ำน้ำแข็งขนาดสูงหลายเมตร (ในขณะที่ความสูงของธารน้ำแข็งนั้นเท่ากับตึกหลายชั้น) พอให้คนที่ชำนาญทางเดินเข้าไปดูและถ่ายรูปมาได้ นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่หาดูไม่ได้ในประเทศใกล้เคียงกับเมืองไทย
เราขับรถช่วงสั้นๆ ราวครึ่งชั่วโมงไปยังธารน้ำแข็งอีกแห่งหนึ่งคือ Fox Glacier ซี่งมีขนาดใหญ่กว่า และเดินเข้าไปดูเองได้ใกล้กว่า แต่ตามเส้นทางก็มีป้ายบอกให้รีบเดิน อย่าอ้อยอิ่ง เพราะอาจมีอันตรายจากหินหล่น ก้อนหินเหล่านี้เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งเมื่อหลายร้อยปีก่อ่นนั่นเอง แต่ปัจจุบันเมื่อโลกร้อนขึ้นและธารน้ำแข็งถอยร่นลึกเข้าไป บริเวณที่เคยถูกกัดเซาะเหล่านี้ก็เริ่มแตกกร่อนร่วงกราวลงมาเป็นทาง หินที่นี่สีแดงจัดจนน่าแปลกใจ สุดเส้นทางที่คนเดินเข้าไปชมได้ มีเชือกกั้นพร้อมป้ายอธิบายว่าอันตรายหากเข้าไปใกล้กว่านี้ เพราะน้ำแข็งส่วนหน้าของกลาเซียร์อาจร่วงลงมาทับหัวแบะได้ แต่ก็ยังมีฝรั่งใจกล้าเดินข้ามเส้นเข้าไปดูใกล้ๆ ปากถ้ำที่เกิดการละลาย ซึ่งอยู่ล่างสุดแบบเดียวกับที่ Franz Josef Glacier นั่นเอง เราถ่ายรูปกันอยู่ดีดีก็ได้ยินเสียงโครมสนั่น ก้อนน้ำแข็งขนาดเท่าบ้านหลังย่อมๆ ในเพดานถ้ำที่กำลังละลายนั้นเองที่ร่วงลงมา แต่โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เราเสียเวลาอ้อยอิ่งอยู่ที่ คือ Fox Glacier จนเที่ยง จึงขึ้นรถต่อไปยังทะเลสาปแมทธีสัน (Matheson Lake) ที่กล่าวขานกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝั่งตะวันตก (icon of the west) เพราะภาพถ่ายทะเลสาปที่เห็นเงาสะท้อนของยอดเขาคุก (Mount Cook) ยอดสูงที่สุดในนิวซีแลนด์ เป็นภาพที่เห็นทั้งในโปสการ์ด และบนเน็ตมากที่สุด
เราเลือกโต๊ะว่างได้ตัวหนึ่งนอกระเบียงร้าน Cafe Matheson ที่มีเพียงเจ้าเดียวตรงทางเข้าทะเลสาป รอบๆ เป็นทุ่งโล่ง บรรยากาศนั่งสบายแต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจให้ถ่ายรูป เพราะเทือกเขาเซาท์เทอร์นแอลป์ รวมทั้ง Mount Cook กลับมีเมฆคลุมเกือบทั้งหมด โผล่ให้เห็นแต่เชิงเขาเท่านั้น หลังจัดการกับมื้อกลางวันอย่างรวบรัดเราก็ออกเดินไปดูทะเลสาปขนาดเล็กที่แฝงตัวอยู่ในดงไม้ เล็งแผนที่แล้วว่าจะเดินแค่สักไม่ถึงครึ่งทางเพื่อไปแต่จุดที่เขานิยมถ่ายภาพกันที่เรียกว่า Reflection Island แต่ทางเดินแสนกลก็พาเราเดินวนไปจนรอบทะเลสาป กว่าจะรู้ก็สายเกินจะย้อนกลับเสียแล้ว ภูมิประเทศโดยรวมเป็นป่าชื้น มีพืชพันธุ์แปลกๆ ทั้งพวก มอส ไลเคนส์ เห็ด (ที่น่าจะมีพิษ เพราะมีสีแดงสดเหลือเกิน) รวมทั้งน้ำในทะเลสาปก็ค่อนข้างนิ่ง เพราะเห็นมีแต่ทางน้ำเข้าเล็กๆ ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะอันเป็นจุดถ่ายภาพ ซึ่งมีสะพานเล็กๆ ข้ามจากฝั่งออกไป เกาะนี้หรือความจริงเป็นแต่โขดหินเล็ก ๆ เท่าแมวดิ้นตาย เป็นจุดที่ถ่ายภาพอันเรื่องชื่อของยอดเขาคุกสะท้อนเป็นเงาในน้ำ และเป็นจุดเดียวที่พอจะถ่ายภาพสวยๆ ได้ (อุตส่าห์เดินตั้งเกือบชั่วโมง) แต่ก็อย่างที่บอกแล้วว่าฟ้าไม่เป็นใจ เราเลยได้แต่ภาพครึ่งล่างของยอดเขากับเงาในน้ำมาแทน
เสียเวลาโอ้เอ้ที่ทะเลสาปอยู่นาน จึงต้องรีบบึ่งรถไปยังที่พักคืนนี้ที่อยู่ไกลออกไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร คือเมือง Wanaka ริมทะเลสาปชื่อเดียวกัน เส้นทางพาเราลัดเลาะชายฝั่งลงไปวนถึงเมือง Hasst ข้ามปากแม่น้ำด้วยสะพานที่ยาวเกือบสองกิโลเมตร (แต่มีเลนเดียวตามเคย จึงต้องมีจุดรอหลีกหรือ passing bay สองช่วงตรงกลางสะพาน ห่างช่วงละสักครึ่งกิโลเมตรเห็นจะได้) ถัดจากนั้นวิวสองข้างทางก็สวยมากเพราะลัดเลาะไปตามฝั่งแม่น้ำ ตัดกลับเข้าสู่ตอนกลางของเกาะใต้ เดี๋ยววิ่งอยู่ทางฝั่งซ้าย เดี๋ยวก็มีสะพานข้ามไปฝั่งขวา สองฝั่งแม่น้ำเป็นเขาสูงชัน บางยอดสะท้อนแดดยามเย็นออกมาเป็นสีแดงอมทอง (แสดงว่ายังไม่สูงจริง ถึงยังไม่มีหิมะปกคลุม) น่าเสียดายที่ไม่มีจุดให้จอดรถชมวิวหรือถ่ายรูประหว่างทางเลย ประกอบกับต้องรีบทำเวลาเพราะไม่อยากขับรถบนเขาตอนมืด ผ่านไปราวสองชั่วโมงเราก็ย้อนไปถึงต้นแม่น้ำสายที่ว่า ซึ่งก็คือทะเลสาป Wanaka ชื่อเดียวกับเมืองที่เราจะไปพักนั่นเอง เส้นทางของเราลัดเลาะเลียบทะเลสาปไปหลายสิบกิโลเมตร ซ้ายมือเป็นเขา ขวามือต่ำลงไปเบื้องล่างคือผืนน้ำกว้างใหญ่ที่กำลังทอดตัวรับแสงสุดท้ายของตะวัน สวยน่ะสวยแต่เวลาขับเร็วๆดูก็แล้วหวาดเสียวได้เหมือนกัน ค่อนชั่วโมงผ่านไปเส้นทางก็พาเราข้ามสันเขาออกห่างจากทะเลสาปเดิม แต่ที่ไหนได้พอพ้นสันเขาเท่านั้นเราก็กลับมาวิ่งเลียบทะเลสาปอีกแห่งหนึ่งทางซ้ายมือแทน นั่นคือทะเลสาป Hawea ที่ทอดตัวขนานกับ Wanaka (ก็บอกแล้วว่าประเทศนี้มีแต่ทะเลสาป) สรุปว่าเส้นทางที่เราขับอยู่นั้นไต่อยู่บนสันเขาที่มีทะเลสาปใหญ่ขนาบอยู่ทั้งสองข้าง! พอเริ่มมืด คือราวหนึ่งทุ่มตามมาตราฐานของฤดูใบไม่ผลิ เราก็ข้ามกลับมาทางฝั่งทะเลสาป Wanaka อย่างเดิม และเข้าที่พักที่ Bella Vista Motel ในเมือง Wanaka
อาหารเย็นมื้อนั้นเป็นร้านอาหารไทยแห่งเดียวในเมือง ฝรั่งนั่งทานกันเต็มร้านจนต้องรอคิว แต่รสชาดออกจะไม่คุ้นลิ้นคนไทยอยู่สักหน่อย ลองชิมเบียร์ของนิวซีแลนด์ แต่มันดันเขียนว่า Ale ก็เลยยังพกความสงสัยมาจนบัดนี้ว่าไอ้เจ้า Beer กับ Ale นี่มันทำไมคล้ายๆ (แต่ไม่เหมือน) กัน จนมาค้น Wikipedia ถึงได้รู้ว่า Ale เป็นเบียร์ชนิดหนึ่งซึ่งหมักจากข้าวมอลท์ (เมล็ดข้าวที่กำลังงอก) ของข้าวบาร์เลย์ โดยใช้ยีสต์ชนิดทำปฏิกิริยาเร็ว รสชาดออกหวานนิดๆ
(อ่านต่อตอนที่ 2 ครับ )